CLAIM SERVICE

แจ้งเคลม





วิธีแจ้งเคลม


1. แจ้งเคลมโดยการโทรศัพท์

0 2309 5888 (ทั่วประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง)



2. แจ้งเคลมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (กรอกข้อมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ)

แจ้งเคลม

3. แจ้งเคลมผ่าน KPI Application (สำหรับประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เท่านั้น)

ดาวน์โหลด KPI Mobile App

4. เคลมที่สำนักงานของบริษัทฯ

สำนักงานใหญ่ 1122 อาคารเคพีไอทาวเวอร์ ชั้น 10 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

สำนักงานสาขา 24 สาขา ทั่วประเทศ



แจ้งเคลม




กรุณาระบุข้อมูล


หมายเลขทะเบียนรถรถยนต์*

หมายเลขกรมธรรม์

ชื่อ-นามสกุล ผู้ขับขี่ขณะเกิดเหตุ*

ชื่อ-นามสกุล ผู้แจ้ง*

เบอร์โทรติดต่อ*

อีเมล*


รหัสยืนยัน (รหัสยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยเว็บไซต์ กรุณายืนยัน)


* กรุณากรอกข้อมูลในช่องที่มีสัญลักษณ์นี้


หมายเหตุ: การกรอกแบบฟอร์มนี้ยังไม่ได้ถือว่าเป็นการแจ้งเคลม จนกว่าเจ้าหน้าที่บริการสินไหมจะติดต่อกลับไปยังท่าน และได้รับ "เลขรับแจ้งเคลม" เรียบร้อยแล้ว








ขั้นตอนและกระบวนการเรียกร้อง



เมื่อรถยนต์ของท่านเกิดอุบัติเหตุ โปรดติดต่อมายังศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์

0 2309 5888 หรือ 0 2624 1111 กด 1 (ทั่วประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง)




การแจ้งอุบัติเหตุ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้


1. กรณีเคลมสด

หมายถึง เคลมที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุ ออกตรวจสอบ ณ ที่เกิดอุบัติเหตุ เช่น เกิดเหตุมีคู่กรณี (รถ / ทรัพย์สิน) หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต หรือมีรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายและไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โปรดติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำ และให้บริการท่านต่อไป

ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุจะประสานงานกับพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุด เพื่อไปพบท่านโดยเร็วที่สุด จากนั้นพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุให้บริการเคลม ด้วยอุปกรณ์อันทันสมัย ได้แก่ Smart Phone, Mobile Printer และระบบข้อมูล i-Survey ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ ณ จุดเกิดเหตุ เชื่อมกับระบบหลักของบริษัทฯ โดยอัตโนมัติ และจะมอบใบหลักฐานความเสียหาย หรือใบติดต่อให้กับผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ในการจัดซ่อม หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อไป


2. กรณีเคลมแห้ง (เฉพาะกรมธรรม์รถยนต์ประเภท 1)

หมายถึง เคลมที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอุบัติเหตุในทันที เช่น ไม่มีคู่กรณี รถประกันได้รับความเสียหายเล็กน้อย สามารถขับเคลื่อนได้ ทั้งนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้งานรถประกันได้ตามปกติ โดยบันทึกวัน เวลา สถานที่ และลักษณะการเกิดเหตุไว้ เพื่อทำการแจ้งเคลมในภายหลังก่อนกรมธรรม์จะสิ้นสุด โปรดติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำ และให้บริการท่านต่อไป สำหรับลูกค้าที่มี Smart Phone หรือ Tablet สามารถแจ้งเคลมแห้งผ่านระบบ Mobile Application ได้ โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม ชื่อ KPI Application โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ Apple Store สำหรับโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad และ Google Play สำหรับโทรศัพท์ Smart Phone และ Tablet ระบบ Android

ทั้งนี้ ขอให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ทำการติดต่อบริษัทฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย



เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

1. แจ้งเหตุต่อบริษัทโดยไม่ชักช้า

2. แถลงข้อเท็จจริงการเกิดเหตุอย่างตรงไปตรงมา

3. หาพยานเท่าที่จะหาได้ในที่เกิดเหตุ


กรณีรถประกันเป็นฝ่ายถูก / ผิด ชัดเจน เช่น ถูกคู่กรณีชนท้าย หรือ ชนท้ายคู่กรณี

1. จดแจ้งรายละเอียดรถคู่กรณี หรือ พยานที่เห็นเหตุการณ์

2. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที


กรณีไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด เช่น ชนกันที่ทางแยก

1. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที

2. ถ่ายรูปการเกิดเหตุโดยรอบ ก่อนทำการเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุหลบเข้าข้างทาง เพื่อจะได้ไม่กีดขวางการจราจร

3. ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และรอให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ

4. ไม่ควรบันทึกข้อตกลง หรือลงนามในเอกสารใดๆ ก่อนเจ้าหน้าที่สำรวจภัยจะมาถึง


กรณีมีผู้บาดเจ็บ

1. อย่าหลบหนี มิเช่นนั้น กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิด

2. รีบนำคนเจ็บส่งสถานพยาบาลโดยเร็ว และแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบ

3. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที


กรณีถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี

1. จดหมายเลขทะเบียน และรายละเอียดรถคู่กรณี

2. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที

3. ให้แจ้งความดำเนินคดี อย่าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน


กรณีรถถูกตำรวจยึดหรืออายัด

1. ตรวจสอบสิ่งของมีค่า เช่น เครื่องเสียงฯ อุปกรณ์ แล้วลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

2. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที เพื่อนัดหมายกับพนักงานสอบสวนในการขอรับรถคืน

3. ติดต่อพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย


กรณีที่มี พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ และมีผู้บาดเจ็บ

1. นำคนเจ็บส่งสถานพยาบาล และแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบ

2. แจ้งกรมธรรม์ พ.ร.บ. ให้กับสถานพยาบาลทราบ

3. แจ้งบริษัทฯ หรือบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ



ท่านสามารถติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ของบริษัทฯ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ กด หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับลูกค้าที่มี Smart Phone หรือ Tablet สามารถแจ้งเคลมแห้งผ่านระบบ Mobile Application ได้ โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมชื่อ KPI Application โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ Apple Store สำหรับโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad และ Google Play สำหรับโทรศัพท์ Smart Phone และ Tablet ระบบ Android



ท่านสามารถติดต่อบริษัทฯ ได้ที่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ Biz Center & Claim Service ชั้น 10 อาคารเคพีไอทาวเวอร์ หรือ สาขาของบริษัทฯ ทั่วประเทศได้ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.30 ถึงเวลา 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ วันหยุดธนาคาร วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดอื่นๆ ตามที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด


คำแนะนำ กรณีเข้าซ่อมอู่หรือศูนย์บริการที่ไม่ใช่คู่สัญญา

กรณีที่ลูกค้านำรถไปจัดซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการที่ไม่ใช่คู่สัญญา ขอให้ท่านนำรถเข้าไปประเมินราคากับอู่ที่ท่านต้องการจัดซ่อม จากนั้นนำใบหลักฐานความเสียหายและใบเสนอราคา ติดต่อมายังบริษัทฯ เพื่อตกลงราคาก่อนจัดซ่อม และนำรถที่จัดซ่อมเสร็จสิ้นมาตรวจสภาพกับบริษัทฯ และทำการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ทั้งนี้ ในบางกรณี ท่านอาจต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมไปก่อน


เอกสารที่ใช้ในการติดต่อบริษัทฯ และระยะเวลาพิจารณา

ในกรณีที่ท่าน ได้ทำการติดต่อบริษัทฯ เพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทน จะต้องใช้เอกสารต่างๆ ประกอบการเรียกร้อง และบริษัทฯ จะใช้เวลาในการพิจารณาชดใช้ดังต่อไปนี้


การเบิกค่าซ่อมรถผู้เอาประกัน

1. ต้องซ่อมเสร็จก่อนและนำรถมาตรวจสภาพกับบริษัทฯ หรือ ภาพถ่ายรถยนต์ขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ

2. ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่จัดซ่อม

3. กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ไปติดต่อด้วยตนเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ หากเป็นนิติบุคคลต้องมีหนังสือรับรองประกอบ*

4. หลักฐานความเสียหายที่บริษัทฯ เป็นผู้ออกให้

5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกัน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

6. สมุดบัญชีเงินฝาก หรือสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชี เป็นชื่อเดียวกันกับผู้เอาประกันภัย และหมายเลขบัญชีธนาคาร (ถ้ามี)

7. กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


การเบิกค่าซ่อมรถผู้เสียหาย

1. สำเนาทะเบียนรถ หรือ สำเนาสัญญาเช่าซื้อ หรือหลักฐานที่แสดงกรรมสิทธิ์

2. สำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (ถ้ามี)

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถ หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเอง พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

4. กรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ไปติดต่อด้วยตนเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ หากเป็นนิติบุคคลต้องมีหนังสือรับรองประกอบ*

5. หลักฐานความเสียหายที่บริษัทฯ เป็นผู้ออกให้

6. สมุดบัญชีเงินฝาก หรือสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชี เป็นชื่อเดียวกันกับผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถ และหมายเลขบัญชีธนาคาร (ถ้ามี)

7. กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


การเบิกค่าซ่อม กรณีพิจารณาชดใช้แบบเสียหายสิ้นเชิง หรือ รถยนต์สูญหาย

1. แบบคำขอโอน และรับโอน (กรมการขนส่งทางบก)

2. หนังสือมอบอำนาจการโอน

3. สมุดทะเบียนรถยนต์ พร้อมลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสมุดจดทะเบียน

4. กุญแจรถ พร้อมชุดสำรองครบชุด

5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือ ผู้มีอำนาจลงนาม กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

6. สำเนาทะเบียนบ้านผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือ ผู้มีอำนาจลงนาม กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

7. เอกสารการแจ้งอายัด และแจ้งไม่ใช้รถ (กรณีรถประกันสูญหาย)

8. หนังสือรับรองบริษัท พร้อมลงนามรับรองสำเนาโดยกรรมการผู้มีอำนาจพร้อมประทับตรา (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์)

9. หนังสือรับรองการขายรถ (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์)

10. สัญญาสละสิทธิ์และโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์

11. สำเนาประจำวัน (ถ้ามี)

12. กรมธรรม์ต้นฉบับ (ถ้ามี)

13. กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


การเบิกค่าสินไหมทดแทน ตามกรมธรรม์ภาคบังคับ

(กรณีบาดเจ็บ)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ หรือใบสรุปหน้างบค่ารักษาพยาบาล


(กรณีเบิกค่าชดเชย) (ผู้ป่วยใน)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน


(กรณีทุพพลภาพ)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองความพิการ

3. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ


(กรณีเสียชีวิต)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบมรณบัตร

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทายาทตามกฎหมาย และสำเนาทะเบียนบ้าน

4. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่ความตายจากการประสบภัยจากรถ

กรณีที่เอกสารครบถ้วน บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 7 วัน


การเบิกค่าสินไหมทดแทน ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ

(กรณีบาดเจ็บ)

1. ต้นฉบับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล

2. ใบรับรองแพทย์

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ผู้บาดเจ็บ หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

4. ข้อมูลของผู้เสียชีวิต เช่น อาชีพ รายได้ ฯลฯ กรณีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอื่นๆ นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล

5. กรณีผู้บาดเจ็บไม่สามารถเข้ามาติดต่อบริษัทฯ ด้วยตนเองได้ โปรดทำหนังสือมอบอำนาจ* เพื่อให้ผู้อื่นดำเนินการแทน


(กรณีเสียชีวิต)

1. สำเนามรณบัตร (หลักฐานแสดงเหตุการณ์เสียชีวิต)

2. เอกสารแสดงฐานะทายาทตามกฎหมาย

3. ข้อมูลของผู้เสียชีวิต เช่น อาชีพ รายได้ ฯลฯ

4. โปรดจัดทำหนังสือมอบอำนาจจากผู้เสียหายรายอื่นๆ กรณีที่มีทายาทตามกฎหมายมากกว่า 1 คน

กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


หนังสือมอบอำนาจที่ครบถ้วน ถูกต้อง

1. หากเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองบริษัทฯ ลงนามรับรองสำเนาโดยกรรมการผู้มีอำนาจพร้อมประทับตรา

2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา

4. ระบุความประสงค์ในหนังสือมอบอำนาจให้ชัดเจน

5. อากรแสตมป์ 10 บาท สำหรับมอบอำนาจให้ดำเนินเพียง 1 อย่าง และ อากรแสตมป์ 30 บาท สำหรับมอบอำนาจให้ดำเนินมากกว่า 1 อย่าง




ค้นหา








เพื่อความสะดวกและรวดเร็วของท่าน กรุณาโทรแจ้งอู่คู่สัญญาหรือศูนย์บริการก่อนเดินทางไป ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องอู่คู่สัญญาหรือศูนย์บริการ โทร. 0 2624 1111 ต่อ 5889, 5890




รุ่งรัตน์


ที่อยู่ :

431, 433 ถ.พหลโยธิน ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ 60140

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5626 1634 , 08 9703 7411

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


มงคลไพศาล


ที่อยู่ :

55/4 หมู่ 1 ต.ตะเคียนเลื่อน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5635 8266 , 08 6509 2218 , 09 2787 2741

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถบรรทุก

หมายเหตุ :


นครสวรรค์ พี ซี ซี


ที่อยู่ :

1250/2 หมู่ 10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5622 7585

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


จีเอ็มซีเอส


ที่อยู่ :

1010/3 หมู่ 10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

09 9152 9295 , 08 5619 9150

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


มานะคาร์เซอร์วิส


ที่อยู่ :

133/2 หมู่ 9 ต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก 63000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5589 1078 , 08 9960 2176 , 08 1886 2872

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


ศิริยนต์


ที่อยู่ :

847 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5622 2691 , 08 1887 7494

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


หมื่นการช่าง


ที่อยู่ :

87/3 หมู่ 1 ถ.เชียงใหม่-สันกำแพง ต.ต้นเปา อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50130

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5333 8707

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


น่าน ออโต้เซอร์วิส


ที่อยู่ :

508 หมู่ 2 ต.ฝายแก้วกิ่ง อ.ภูเพียง จ.น่าน 55000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5478 3953 , 08 8275 4763

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


หม่องบริการ


ที่อยู่ :

363/2 หมู่ 1 ซ.บุญรักษา 6 ถ.เชียงใหม่-ลำปาง ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ชียงใหม่ 50000

เบอร์โทรศัพท์ :

08 1716 5003 , 08 6429 6370 , 0 5385 1527

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และรถบรรทุก

หมายเหตุ :


วี.ไอ.พี มอเตอร์


ที่อยู่ :

159 หมู่ 4 ต.จำป่าหวาย อ.เมือง จ.พะเยา 56000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5441 2500 , 0 5441 3785

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :




ข้อควรรู้เกี่ยวกับ



อู่ i-Sure คือ อู่ซ่อมรถยนต์คู่สัญญา ของ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านการคัดกรองเรื่องการให้บริการงานซ่อมที่ได้ตามมาตรฐานของสมาคมอู่กลางประกันภัย และ/หรือผ่านหลักเกณฑ์ที่กรุงไทยพานิชประกันภัยกำหนด เพื่อเป็นการยกระดับการบริการ ให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยรถยนต์มั่นใจว่าจะได้รับงานซ่อมที่ดีมีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว และต้องมีมาตรฐานการให้บริการเท่าเทียมกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยอย่างสูงสุด


มาตรฐาน อู่ i-Sure

• รับรถเข้าซ่อมได้ทันที

• อู่ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ อู่ i-Sure*

• บริหารจัดการงานซ่อมด้วยระบบ EMCS**

• การันตีงานซ่อมด้วยอะไหล่และสีที่มีคุณภาพ

• ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์การซ่อมที่ทันสมัย

• ใช้สีแห้งช้า 2K เต็มระบบ รับประกันงานซ่อมสีอย่างน้อย 1 ปี

• ช่างซ่อมฝีมือดี มากด้วยประสบการณ์

• งานซ่อมได้ตามมาตรฐานของสมาคมอู่กลางประกันภัย***

• ตรวจสอบคุณภาพงานซ่อม ก่อนส่งมอบ

• ทำความสะอาดรถยนต์ ก่อนส่งมอบ

• ส่งมอบรถยนต์ตามเวลานัดหมาย

• พนักงานสุภาพ ใส่ใจบริการ

• บริการรถรับ-ส่ง เพื่อนำรถเข้าซ่อม****



หมายเหตุ

* ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ อู่ i-Sure หมายถึง อู่ที่ผ่านการตรวจสอบว่าได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของสมาคมอู่กลางประกันภัย และมาตรฐานของ บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย

** ระบบ EMCS หมายถึง การจัดซื้ออะไหล่และอุปกรณ์ ผ่านระบบ Online ซึ่งทำให้เกิดความถูกต้องรวดเร็ว เป็นธรรมต่อลูกค้าและอู่ซ่อม

*** สมาคมอู่กลางประกันภัย หมายถึง องค์กรที่มีอู่ซ่อมรถยนต์เป็นสมาชิกและมีนโยบายส่งเสริมให้อู่สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าในการ ให้บริการงานซ่อมที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่สมาคมฯ กำหนด

**** บริการรถรับ-ส่ง เพื่อนำรถเข้าซ่อม หมายถึง บริการที่เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกนำรถเข้าซ่อมหรือมารับรถด้วย ตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในรัศมีที่อู่สามารถให้บริการได้



การเคลมแบบเคพีไอเพื่อคุณ เป็นโครงการที่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1 ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการเคลมประกันรถยนต์เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ให้มีความกระชับ และรวดเร็วขึ้น โดยผู้เอาประกันภัยโทรแจ้งอุบัติเหตุกับทางบริษัทฯ แล้วสามารถนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัย เข้าตรวจสอบความเสียหายและดำเนินการเปิดเคลมได้ทันทีที่อู่ (i-Sure) หรือศูนย์บริการคู่สัญญา โดยไม่ต้องเสียเวลารอเจ้าหน้าที่สำรวจภัย ซึ่งทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

1. ชิ้นส่วนความเสียหายของรถคันที่เอาประกันภัย เป็นความเสียหายขนาดกลาง สำหรับความเสียหายเฉพาะซ่อมสีและตัวถัง และไม่มีการจัดเปลี่ยนอะไหล่ เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนอะไหล่ตามข้อ 2 และมีความเสียหายรวมกันไม่เกิน 5 รายการ

2. กรณีรถคันที่เอาประกันภัย มีชิ้นส่วนอะไหล่ที่เสียหายในระดับหนัก ไม่สามารถจัดซ่อมคืนสภาพเดิมได้ และสามารถพิสูจน์ความเสียหายได้ทางกายภาพ เช่น บุบ แตก หรือร้าว เฉพาะรายการอะไหล่ดังต่อไปนี้เท่านั้น

2.1 ชิ้นส่วนกระจกรถยนต์ เช่น กระจกบังลมหน้า กระจกบังลมหลัง กระจกประตู กระจกมองข้าง (เฉพาะเนื้อกระจกเท่านั้น) หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีองค์ประกอบเป็นกระจก เว้นแต่ กระจกนิรภัย หรือกระจกกันกระสุน

2.2 ชิ้นส่วนโคมไฟส่องสว่าง และโคมไฟสัญญาณ เช่น ไฟใหญ่หน้า ไฟท้าย ไฟทับทิม ไฟสัญญาณยกเลี้ยว เว้นแต่ อะไหล่ที่เป็นรายการตกแต่ง ไม่ใช่อะไหล่ที่ติดตั้งมาจากโรงงานประกอบรถยนต์

3. ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ได้รับมอบหมาย ที่จะใช้สิทธิ์การเคลมแบบเคพีไอเพื่อคุณ จะต้องนำรถเข้าจัดซ่อมที่อู่ (i-Sure) หรือศูนย์บริการคู่สัญญาทันที (สามารถตรวจสอบรายชื่ออู่และศูนย์บริการได้จากข้อมูลอู่ (i-Sure) และศูนย์บริการคู่สัญญาที่อยู่บนเว็บไซต์ของบริษัท)


เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา

1. แบบแจ้งอุบัติเหตุที่ผู้เอาประกันภัยและทางอู่ (i-Sure) หรือศูนย์บริการคู่สัญญา กรอกข้อมูลแล้วครบถ้วน (พร้อมลอกเลขตัวถังรถยนต์ติดลงในแบบฟอร์มแจ้งอุบัติเหตุ)

2. สำเนาใบขับขี่

3. สำเนากรมธรรม์

4. สำเนาทะเบียนรถ

5. ภาพถ่ายความเสียหายของรถคันที่เอาประกันภัย



การนำรถเข้าซ่อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ มีใบรับรองความเสียหาย (ใบเคลม) และ ไม่มีใบรับรองความเสียหาย


กรณีมีใบรับรองความเสียหาย (ตรวจสอบความเสียหายรถโดยพนักงานบริษัทฯ แล้ว) มีขั้นตอนวิธีปฏิบัติดังนี้

1. เมื่อต้องการนำรถเข้าจัดซ่อมที่อู่คู่สัญญา i-Sure ให้นำรถเข้าจัดซ่อมได้เลย (สามารถตรวจสอบรายชื่ออู่ i-Sure ได้จากข้อมูลอู่คู่สัญญา i-Sure ที่อยู่บนเว็บไซต์ของบริษัท) เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการติดต่อ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนาทะเบียนรถ (อาจจำเป็นในการจัดอะไหล่ให้ตรงกับรุ่นรถ)

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

2. เมื่อต้องการนำรถจัดซ่อมเอง (จัดซ่อมกับอู่ที่ไม่ใช่อู่คู่สัญญา i-Sure) ให้นำรถและใบรับรองความเสียหายติดต่อกับบริษัทฯ เพื่อประเมินราคาค่าซ่อมก่อนดำเนินการซ่อม

2.1 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ เอกสารที่ท่านต้องนำไปให้อู่เพื่อให้อู่เบิกเงินกับบริษัทฯ โดยตรงได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

2.2 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารมาตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่ที่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ

- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

- สมุดบัญชีเงินฝาก หรือสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชีเป็นชื่อเดียวกันกับผู้เอาประกันภัยและเลขบัญชีธนาคาร

3. เมื่อต้องการนำรถจัดซ่อมที่ศูนย์บริการ (ซ่อมห้าง)

3.1 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านนำใบรับรองความเสียหายมอบให้กับศูนย์บริการ/ห้าง เพื่อให้ศูนย์บริการ/ห้าง ตั้งเบิกแทนท่าน

3.2 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารมาตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่ที่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ


กรณีไม่มีใบรับรองความเสียหาย (ยังมิได้ตรวจสอบความเสียหายโดยพนักงาน)

1. เมื่อต้องการนำรถเข้าจัดซ่อมที่อู่คู่สัญญา i-Sure ท่านสามารถนำรถไปติดต่อเคลมรถได้โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้

1.1 นำรถไปติดต่อเคลมที่บริษัทฯ พร้อมใบอนุญาตขับขี่เพื่อให้พนักงานบริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหาย และออกใบรับรองความเสียหายให้ หลังจากนั้นให้นำรถเข้าซ่อมที่อู่คู่สัญญา i-Sure เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการติดต่ออู่ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนาทะเบียนรถ (อาจจำเป็นในการจัดอะไหล่ให้ตรงกับรุ่นรถ)

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

1.2 นำรถไปติดต่อเปิดเคลม และจัดซ่อมที่อู่โดยต้องได้รับการอนุมัติราคาประเมินการซ่อมที่อู่แจ้งก่อนการจัดซ่อมจากบริษัทฯ ก่อน

- เลขเคลม (ขอได้จากการโทรแจ้งอุบัติเหตุ)

- ใบอนุญาตขับขี่

- ใบยอมรับผิดจากบริษัทประกันคู่กรณี (ถ้ามี)

- สำเนาบันทึกประจำวัน (ถ้ามี)

2. เมื่อต้องการนำรถจัดซ่อมเอง (จัดซ่อมกับอู่ที่ไม่ใช่อู่คู่สัญญา i-Sure) ให้นำรถไปติดต่อเคลมที่บริษัทฯ พร้อมใบอนุญาตขับขี่ เพื่อให้พนักงานบริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหาย และออกใบรับรองความเสียหายและประเมินราคาค่าซ่อม

2.1 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ เอกสารที่ท่านต้องนำไปให้อู่เพื่อให้อู่เบิกเงินกับบริษัทฯ โดยตรงได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

2.2 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารมาตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ

3. เมื่อต้องการนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการ/ห้าง ให้ท่านนำรถไปติดต่อเคลมที่บริษัทฯ พร้อมใบอนุญาตขับขี่ เพื่อให้พนักงานบริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหาย และออกใบรับรองความเสียหาย

3.1 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านนำใบรับรองความเสียหายมอบให้กับศูนย์บริการ/ห้าง เพื่อให้ศูนย์บริการ/ห้าง ตั้งเบิกแทนท่าน

3.2 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ



Excess / Deductible หรือ “ค่าเสียหายส่วนแรก” คือ ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยตกลงรับภาระเอง โดยจะระบุไว้เป็นข้อตกลงในกรมธรรม์ ดังนั้น “ค่าเสียหายส่วนแรก” จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุความเสียหายขึ้นกับรถที่ทำประกันภัยรถยนต์เอาไว้ และผู้ขับขี่รถที่ทำประกันภัย เป็นฝ่ายต้องรับผิดในเหตุการณ์นั้นๆ จะแบ่งออกเป็น Excess และ Deductible ดังนี้


Excess (ค่าเสียหายส่วนแรกตามการเลือกรับ)

ค่าเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในกรมธรรม์โดยความสมัครใจของผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ถือเป็นความยินยอมที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจากความประมาทของผู้ใช้รถหรือผู้ถือกรมธรรม์ร่วมกับบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ผู้เอาประกันภัยรถยนต์จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยได้ถูกลง โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่สามารถเลือกได้ว่าจะเลือกรับความเสียหายส่วนแรกครั้งละเท่าไร

ค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นในกรณีทำผิดสัญญาของผู้เอาประกันภัย กล่าวคือละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ การเกิดเหตุขึ้นโดยไม่มีคู่กรณี กรณีมีการเคลมประกันรถยนต์ที่เข้าเงื่อนไขความรับผิด (ผู้เอาประกันภัยรถยนต์เป็นฝ่ายผิด) แต่หากผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ทำประกันรถยนต์แบบไม่เลือกรับความเสียหายส่วนแรกนี้ เวลาที่เกิดเหตุก็จะไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้


Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบตามเงื่อนไข)

เป็นค่าเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้สำหรับทุกกรมธรรม์ และเป็นข้อบังคับที่กำหนดไว้ว่า เป็นส่วนของค่าเสียหายที่ผู้ใช้รถหรือผู้ถือกรรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ประสบเหตุ ต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทประกันภัยเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ หากมีการขอทำเคลมตามเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 โดยขอเคลมตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ดังนี้

1. เคลมกรณีรถถูกขีดข่วน หรือหินตกกระเด็นใส่โดยที่เราไม่สามารถหาคู่กรณีได้

2. เคลมจากความเสียหายที่เกิดจากการขับที่ประมาท เช่น ขับรถไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ำ หรือขับรถตกหลุม แล้วตัวรถครูดกับพื้นถนน เป็นต้น

3. เคลมที่ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุที่ทำให้รถเกิดความเสียหายไม่ได้

4. เคลมจากการชนแต่เราไม่สามารถแจ้งข้อมูลคู่กรณีได้ การคิดค่าส่วนแรกตามเงื่อนไขนี้ จะคิดตามเหตุการณ์ หากในการเกิดเหตุครั้งหนึ่ง มีความเสียหายต่อรถยนต์มากกว่า 1 ชิ้น ค่าเสียหายส่วนแรกที่ต้องจ่าย คือ 1,000 บาท เท่านั้น




ดาวน์โหลดเอกสาร


ใบรับเงินค่าสินไหมทดแทน

สัญญาประนีประนอมยอมความ






วิธีแจ้งเคลม


1. แจ้งเคลมโดยการโทรศัพท์

0 2309 5888 (ทั่วประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง)



2. แจ้งเคลมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (กรอกข้อมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ)

แจ้งเคลม

3. แจ้งเคลมผ่าน KPI Application (สำหรับประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เท่านั้น)

ดาวน์โหลด KPI Mobile App

4. เคลมที่สำนักงานของบริษัทฯ

สำนักงานใหญ่ 1122 อาคารเคพีไอทาวเวอร์ ชั้น 10 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

สำนักงานสาขา 24 สาขา ทั่วประเทศ


แจ้งเคลม




กรุณาระบุข้อมูล


หมายเลขทะเบียนรถรถยนต์*

หมายเลขกรมธรรม์

ชื่อ-นามสกุล ผู้ขับขี่ขณะเกิดเหตุ*

ชื่อ-นามสกุล ผู้แจ้ง*

เบอร์โทรติดต่อ*

อีเมล*


รหัสยืนยัน (รหัสยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยเว็บไซต์ กรุณายืนยัน)


* กรุณากรอกข้อมูลในช่องที่มีสัญลักษณ์นี้


หมายเหตุ: การกรอกแบบฟอร์มนี้ยังไม่ได้ถือว่าเป็นการแจ้งเคลม จนกว่าเจ้าหน้าที่บริการสินไหมจะติดต่อกลับไปยังท่าน และได้รับ "เลขรับแจ้งเคลม" เรียบร้อยแล้ว







ขั้นตอนและกระบวนการเรียกร้อง


เมื่อรถยนต์ของท่านเกิดอุบัติเหตุ โปรดติดต่อมายังศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์

0 2309 5888 หรือ 0 2624 1111 กด 1 (ทั่วประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง)




การแจ้งอุบัติเหตุ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้


1. กรณีเคลมสด

หมายถึง เคลมที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุ ออกตรวจสอบ ณ ที่เกิดอุบัติเหตุ เช่น เกิดเหตุมีคู่กรณี (รถ / ทรัพย์สิน) หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต หรือมีรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายและไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โปรดติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำ และให้บริการท่านต่อไป

ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุจะประสานงานกับพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุด เพื่อไปพบท่านโดยเร็วที่สุด จากนั้นพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุให้บริการเคลม ด้วยอุปกรณ์อันทันสมัย ได้แก่ Smart Phone, Mobile Printer และระบบข้อมูล i-Survey ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ ณ จุดเกิดเหตุ เชื่อมกับระบบหลักของบริษัทฯ โดยอัตโนมัติ และจะมอบใบหลักฐานความเสียหาย หรือใบติดต่อให้กับผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ในการจัดซ่อม หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อไป


2. กรณีเคลมแห้ง (เฉพาะกรมธรรม์รถยนต์ประเภท 1)

หมายถึง เคลมที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอุบัติเหตุในทันที เช่น ไม่มีคู่กรณี รถประกันได้รับความเสียหายเล็กน้อย สามารถขับเคลื่อนได้ ทั้งนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้งานรถประกันได้ตามปกติ โดยบันทึกวัน เวลา สถานที่ และลักษณะการเกิดเหตุไว้ เพื่อทำการแจ้งเคลมในภายหลังก่อนกรมธรรม์จะสิ้นสุด โปรดติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำ และให้บริการท่านต่อไป สำหรับลูกค้าที่มี Smart Phone หรือ Tablet สามารถแจ้งเคลมแห้งผ่านระบบ Mobile Application ได้ โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม ชื่อ KPI Application โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ Apple Store สำหรับโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad และ Google Play สำหรับโทรศัพท์ Smart Phone และ Tablet ระบบ Android

ทั้งนี้ ขอให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ทำการติดต่อบริษัทฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย



เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

1. แจ้งเหตุต่อบริษัทโดยไม่ชักช้า

2. แถลงข้อเท็จจริงการเกิดเหตุอย่างตรงไปตรงมา

3. หาพยานเท่าที่จะหาได้ในที่เกิดเหตุ


กรณีรถประกันเป็นฝ่ายถูก / ผิด ชัดเจน เช่น ถูกคู่กรณีชนท้าย หรือ ชนท้ายคู่กรณี

1. จดแจ้งรายละเอียดรถคู่กรณี หรือ พยานที่เห็นเหตุการณ์

2. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที


กรณีไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด เช่น ชนกันที่ทางแยก

1. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที

2. ถ่ายรูปการเกิดเหตุโดยรอบ ก่อนทำการเคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุหลบเข้าข้างทาง เพื่อจะได้ไม่กีดขวางการจราจร

3. ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และรอให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ

4. ไม่ควรบันทึกข้อตกลง หรือลงนามในเอกสารใดๆ ก่อนเจ้าหน้าที่สำรวจภัยจะมาถึง


กรณีมีผู้บาดเจ็บ

1. อย่าหลบหนี มิเช่นนั้น กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิด

2. รีบนำคนเจ็บส่งสถานพยาบาลโดยเร็ว และแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบ

3. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที


กรณีถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี

1. จดหมายเลขทะเบียน และรายละเอียดรถคู่กรณี

2. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที

3. ให้แจ้งความดำเนินคดี อย่าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน


กรณีรถถูกตำรวจยึดหรืออายัด

1. ตรวจสอบสิ่งของมีค่า เช่น เครื่องเสียงฯ อุปกรณ์ แล้วลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

2. แจ้งให้บริษัทฯ ทราบในทันที เพื่อนัดหมายกับพนักงานสอบสวนในการขอรับรถคืน

3. ติดต่อพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย


กรณีที่มี พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ และมีผู้บาดเจ็บ

1. นำคนเจ็บส่งสถานพยาบาล และแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบ

2. แจ้งกรมธรรม์ พ.ร.บ. ให้กับสถานพยาบาลทราบ

3. แจ้งบริษัทฯ หรือบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ



ท่านสามารถติดต่อศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ของบริษัทฯ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ กด หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับลูกค้าที่มี Smart Phone หรือ Tablet สามารถแจ้งเคลมแห้งผ่านระบบ Mobile Application ได้ โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมชื่อ KPI Application โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ Apple Store สำหรับโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad และ Google Play สำหรับโทรศัพท์ Smart Phone และ Tablet ระบบ Android



ท่านสามารถติดต่อบริษัทฯ ได้ที่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ Biz Center & Claim Service ชั้น 10 อาคารเคพีไอทาวเวอร์ หรือ สาขาของบริษัทฯ ทั่วประเทศได้ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.30 ถึงเวลา 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ วันหยุดธนาคาร วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดอื่นๆ ตามที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด


คำแนะนำ กรณีเข้าซ่อมอู่หรือศูนย์บริการที่ไม่ใช่คู่สัญญา

กรณีที่ลูกค้านำรถไปจัดซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการที่ไม่ใช่คู่สัญญา ขอให้ท่านนำรถเข้าไปประเมินราคากับอู่ที่ท่านต้องการจัดซ่อม จากนั้นนำใบหลักฐานความเสียหายและใบเสนอราคา ติดต่อมายังบริษัทฯ เพื่อตกลงราคาก่อนจัดซ่อม และนำรถที่จัดซ่อมเสร็จสิ้นมาตรวจสภาพกับบริษัทฯ และทำการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ทั้งนี้ ในบางกรณี ท่านอาจต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมไปก่อน


เอกสารที่ใช้ในการติดต่อบริษัทฯ และระยะเวลาพิจารณา

ในกรณีที่ท่าน ได้ทำการติดต่อบริษัทฯ เพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทน จะต้องใช้เอกสารต่างๆ ประกอบการเรียกร้อง และบริษัทฯ จะใช้เวลาในการพิจารณาชดใช้ดังต่อไปนี้


การเบิกค่าซ่อมรถผู้เอาประกัน

1. ต้องซ่อมเสร็จก่อนและนำรถมาตรวจสภาพกับบริษัทฯ หรือ ภาพถ่ายรถยนต์ขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ

2. ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่จัดซ่อม

3. กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ไปติดต่อด้วยตนเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ หากเป็นนิติบุคคลต้องมีหนังสือรับรองประกอบ*

4. หลักฐานความเสียหายที่บริษัทฯ เป็นผู้ออกให้

5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกัน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

6. สมุดบัญชีเงินฝาก หรือสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชี เป็นชื่อเดียวกันกับผู้เอาประกันภัย และหมายเลขบัญชีธนาคาร (ถ้ามี)

7. กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


การเบิกค่าซ่อมรถผู้เสียหาย

1. สำเนาทะเบียนรถ หรือ สำเนาสัญญาเช่าซื้อ หรือหลักฐานที่แสดงกรรมสิทธิ์

2. สำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (ถ้ามี)

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถ หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเอง พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

4. กรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ไปติดต่อด้วยตนเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ หากเป็นนิติบุคคลต้องมีหนังสือรับรองประกอบ*

5. หลักฐานความเสียหายที่บริษัทฯ เป็นผู้ออกให้

6. สมุดบัญชีเงินฝาก หรือสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชี เป็นชื่อเดียวกันกับผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถ และหมายเลขบัญชีธนาคาร (ถ้ามี)

7. กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


การเบิกค่าซ่อม กรณีพิจารณาชดใช้แบบเสียหายสิ้นเชิง หรือ รถยนต์สูญหาย

1. แบบคำขอโอน และรับโอน (กรมการขนส่งทางบก)

2. หนังสือมอบอำนาจการโอน

3. สมุดทะเบียนรถยนต์ พร้อมลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสมุดจดทะเบียน

4. กุญแจรถ พร้อมชุดสำรองครบชุด

5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือ ผู้มีอำนาจลงนาม กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

6. สำเนาทะเบียนบ้านผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือ ผู้มีอำนาจลงนาม กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

7. เอกสารการแจ้งอายัด และแจ้งไม่ใช้รถ (กรณีรถประกันสูญหาย)

8. หนังสือรับรองบริษัท พร้อมลงนามรับรองสำเนาโดยกรรมการผู้มีอำนาจพร้อมประทับตรา (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์)

9. หนังสือรับรองการขายรถ (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์)

10. สัญญาสละสิทธิ์และโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์

11. สำเนาประจำวัน (ถ้ามี)

12. กรมธรรม์ต้นฉบับ (ถ้ามี)

13. กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


การเบิกค่าสินไหมทดแทน ตามกรมธรรม์ภาคบังคับ

(กรณีบาดเจ็บ)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ หรือใบสรุปหน้างบค่ารักษาพยาบาล


(กรณีเบิกค่าชดเชย) (ผู้ป่วยใน)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน


(กรณีทุพพลภาพ)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองความพิการ

3. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ


(กรณีเสียชีวิต)

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

2. ใบมรณบัตร

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทายาทตามกฎหมาย และสำเนาทะเบียนบ้าน

4. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่ความตายจากการประสบภัยจากรถ

กรณีที่เอกสารครบถ้วน บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 7 วัน


การเบิกค่าสินไหมทดแทน ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ

(กรณีบาดเจ็บ)

1. ต้นฉบับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล

2. ใบรับรองแพทย์

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ผู้บาดเจ็บ หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการเป็นผู้ออกที่สามารถแสดงตนเองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

4. ข้อมูลของผู้เสียชีวิต เช่น อาชีพ รายได้ ฯลฯ กรณีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอื่นๆ นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล

5. กรณีผู้บาดเจ็บไม่สามารถเข้ามาติดต่อบริษัทฯ ด้วยตนเองได้ โปรดทำหนังสือมอบอำนาจ* เพื่อให้ผู้อื่นดำเนินการแทน


(กรณีเสียชีวิต)

1. สำเนามรณบัตร (หลักฐานแสดงเหตุการณ์เสียชีวิต)

2. เอกสารแสดงฐานะทายาทตามกฎหมาย

3. ข้อมูลของผู้เสียชีวิต เช่น อาชีพ รายได้ ฯลฯ

4. โปรดจัดทำหนังสือมอบอำนาจจากผู้เสียหายรายอื่นๆ กรณีที่มีทายาทตามกฎหมายมากกว่า 1 คน

กรณีที่เอกสารครบถ้วน และสามารถตกลงค่าเสียหายเป็นที่ยุติได้แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายเงินภายใน 15 วัน


หนังสือมอบอำนาจที่ครบถ้วน ถูกต้อง

1. หากเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองบริษัทฯ ลงนามรับรองสำเนาโดยกรรมการผู้มีอำนาจพร้อมประทับตรา

2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา

3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา

4. ระบุความประสงค์ในหนังสือมอบอำนาจให้ชัดเจน

5. อากรแสตมป์ 10 บาท สำหรับมอบอำนาจให้ดำเนินเพียง 1 อย่าง และ อากรแสตมป์ 30 บาท สำหรับมอบอำนาจให้ดำเนินมากกว่า 1 อย่าง




ค้นหา








เพื่อความสะดวกและรวดเร็วของท่าน กรุณาโทรแจ้งอู่คู่สัญญาหรือศูนย์บริการก่อนเดินทางไป ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องอู่คู่สัญญาหรือศูนย์บริการ โทร. 0 2624 1111 ต่อ 5889, 5890




รุ่งรัตน์


ที่อยู่ :

431, 433 ถ.พหลโยธิน ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ 60140

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5626 1634 , 08 9703 7411

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


มงคลไพศาล


ที่อยู่ :

55/4 หมู่ 1 ต.ตะเคียนเลื่อน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5635 8266 , 08 6509 2218 , 09 2787 2741

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถบรรทุก

หมายเหตุ :


นครสวรรค์ พี ซี ซี


ที่อยู่ :

1250/2 หมู่ 10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5622 7585

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


จีเอ็มซีเอส


ที่อยู่ :

1010/3 หมู่ 10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

09 9152 9295 , 08 5619 9150

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


มานะคาร์เซอร์วิส


ที่อยู่ :

133/2 หมู่ 9 ต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก 63000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5589 1078 , 08 9960 2176 , 08 1886 2872

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


ศิริยนต์


ที่อยู่ :

847 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5622 2691 , 08 1887 7494

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


หมื่นการช่าง


ที่อยู่ :

87/3 หมู่ 1 ถ.เชียงใหม่-สันกำแพง ต.ต้นเปา อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50130

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5333 8707

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


น่าน ออโต้เซอร์วิส


ที่อยู่ :

508 หมู่ 2 ต.ฝายแก้วกิ่ง อ.ภูเพียง จ.น่าน 55000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5478 3953 , 08 8275 4763

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :


หม่องบริการ


ที่อยู่ :

363/2 หมู่ 1 ซ.บุญรักษา 6 ถ.เชียงใหม่-ลำปาง ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ชียงใหม่ 50000

เบอร์โทรศัพท์ :

08 1716 5003 , 08 6429 6370 , 0 5385 1527

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และรถบรรทุก

หมายเหตุ :


วี.ไอ.พี มอเตอร์


ที่อยู่ :

159 หมู่ 4 ต.จำป่าหวาย อ.เมือง จ.พะเยา 56000

เบอร์โทรศัพท์ :

0 5441 2500 , 0 5441 3785

ประเภทบริการ :

อู่คู่สัญญา

ประเภทรถ :

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ

หมายเหตุ :



ข้อควรรู้



อู่ i-Sure คือ อู่ซ่อมรถยนต์คู่สัญญา ของ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านการคัดกรองเรื่องการให้บริการงานซ่อมที่ได้ตามมาตรฐานของสมาคมอู่กลางประกันภัย และ/หรือผ่านหลักเกณฑ์ที่กรุงไทยพานิชประกันภัยกำหนด เพื่อเป็นการยกระดับการบริการ ให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยรถยนต์มั่นใจว่าจะได้รับงานซ่อมที่ดีมีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว และต้องมีมาตรฐานการให้บริการเท่าเทียมกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยอย่างสูงสุด


มาตรฐาน อู่ i-Sure

• รับรถเข้าซ่อมได้ทันที

• อู่ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ อู่ i-Sure*

• บริหารจัดการงานซ่อมด้วยระบบ EMCS**

• การันตีงานซ่อมด้วยอะไหล่และสีที่มีคุณภาพ

• ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์การซ่อมที่ทันสมัย

• ใช้สีแห้งช้า 2K เต็มระบบ รับประกันงานซ่อมสีอย่างน้อย 1 ปี

• ช่างซ่อมฝีมือดี มากด้วยประสบการณ์

• งานซ่อมได้ตามมาตรฐานของสมาคมอู่กลางประกันภัย***

• ตรวจสอบคุณภาพงานซ่อม ก่อนส่งมอบ

• ทำความสะอาดรถยนต์ ก่อนส่งมอบ

• ส่งมอบรถยนต์ตามเวลานัดหมาย

• พนักงานสุภาพ ใส่ใจบริการ

• บริการรถรับ-ส่ง เพื่อนำรถเข้าซ่อม****



หมายเหตุ

* ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ อู่ i-Sure หมายถึง อู่ที่ผ่านการตรวจสอบว่าได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของสมาคมอู่กลางประกันภัย และมาตรฐานของ บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย

** ระบบ EMCS หมายถึง การจัดซื้ออะไหล่และอุปกรณ์ ผ่านระบบ Online ซึ่งทำให้เกิดความถูกต้องรวดเร็ว เป็นธรรมต่อลูกค้าและอู่ซ่อม

*** สมาคมอู่กลางประกันภัย หมายถึง องค์กรที่มีอู่ซ่อมรถยนต์เป็นสมาชิกและมีนโยบายส่งเสริมให้อู่สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าในการ ให้บริการงานซ่อมที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่สมาคมฯ กำหนด

**** บริการรถรับ-ส่ง เพื่อนำรถเข้าซ่อม หมายถึง บริการที่เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า กรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกนำรถเข้าซ่อมหรือมารับรถด้วย ตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในรัศมีที่อู่สามารถให้บริการได้



การเคลมแบบเคพีไอเพื่อคุณ เป็นโครงการที่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1 ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการเคลมประกันรถยนต์เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ให้มีความกระชับ และรวดเร็วขึ้น โดยผู้เอาประกันภัยโทรแจ้งอุบัติเหตุกับทางบริษัทฯ แล้วสามารถนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัย เข้าตรวจสอบความเสียหายและดำเนินการเปิดเคลมได้ทันทีที่อู่ (i-Sure) หรือศูนย์บริการคู่สัญญา โดยไม่ต้องเสียเวลารอเจ้าหน้าที่สำรวจภัย ซึ่งทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

1. ชิ้นส่วนความเสียหายของรถคันที่เอาประกันภัย เป็นความเสียหายขนาดกลาง สำหรับความเสียหายเฉพาะซ่อมสีและตัวถัง และไม่มีการจัดเปลี่ยนอะไหล่ เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนอะไหล่ตามข้อ 2 และมีความเสียหายรวมกันไม่เกิน 5 รายการ

2. กรณีรถคันที่เอาประกันภัย มีชิ้นส่วนอะไหล่ที่เสียหายในระดับหนัก ไม่สามารถจัดซ่อมคืนสภาพเดิมได้ และสามารถพิสูจน์ความเสียหายได้ทางกายภาพ เช่น บุบ แตก หรือร้าว เฉพาะรายการอะไหล่ดังต่อไปนี้เท่านั้น

2.1 ชิ้นส่วนกระจกรถยนต์ เช่น กระจกบังลมหน้า กระจกบังลมหลัง กระจกประตู กระจกมองข้าง (เฉพาะเนื้อกระจกเท่านั้น) หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีองค์ประกอบเป็นกระจก เว้นแต่ กระจกนิรภัย หรือกระจกกันกระสุน

2.2 ชิ้นส่วนโคมไฟส่องสว่าง และโคมไฟสัญญาณ เช่น ไฟใหญ่หน้า ไฟท้าย ไฟทับทิม ไฟสัญญาณยกเลี้ยว เว้นแต่ อะไหล่ที่เป็นรายการตกแต่ง ไม่ใช่อะไหล่ที่ติดตั้งมาจากโรงงานประกอบรถยนต์

3. ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ได้รับมอบหมาย ที่จะใช้สิทธิ์การเคลมแบบเคพีไอเพื่อคุณ จะต้องนำรถเข้าจัดซ่อมที่อู่ (i-Sure) หรือศูนย์บริการคู่สัญญาทันที (สามารถตรวจสอบรายชื่ออู่และศูนย์บริการได้จากข้อมูลอู่ (i-Sure) และศูนย์บริการคู่สัญญาที่อยู่บนเว็บไซต์ของบริษัท)


เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา

1. แบบแจ้งอุบัติเหตุที่ผู้เอาประกันภัยและทางอู่ (i-Sure) หรือศูนย์บริการคู่สัญญา กรอกข้อมูลแล้วครบถ้วน (พร้อมลอกเลขตัวถังรถยนต์ติดลงในแบบฟอร์มแจ้งอุบัติเหตุ)

2. สำเนาใบขับขี่

3. สำเนากรมธรรม์

4. สำเนาทะเบียนรถ

5. ภาพถ่ายความเสียหายของรถคันที่เอาประกันภัย



การนำรถเข้าซ่อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ มีใบรับรองความเสียหาย (ใบเคลม) และ ไม่มีใบรับรองความเสียหาย


กรณีมีใบรับรองความเสียหาย (ตรวจสอบความเสียหายรถโดยพนักงานบริษัทฯ แล้ว) มีขั้นตอนวิธีปฏิบัติดังนี้

1. เมื่อต้องการนำรถเข้าจัดซ่อมที่อู่คู่สัญญา i-Sure ให้นำรถเข้าจัดซ่อมได้เลย (สามารถตรวจสอบรายชื่ออู่ i-Sure ได้จากข้อมูลอู่คู่สัญญา i-Sure ที่อยู่บนเว็บไซต์ของบริษัท) เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการติดต่อ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนาทะเบียนรถ (อาจจำเป็นในการจัดอะไหล่ให้ตรงกับรุ่นรถ)

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

2. เมื่อต้องการนำรถจัดซ่อมเอง (จัดซ่อมกับอู่ที่ไม่ใช่อู่คู่สัญญา i-Sure) ให้นำรถและใบรับรองความเสียหายติดต่อกับบริษัทฯ เพื่อประเมินราคาค่าซ่อมก่อนดำเนินการซ่อม

2.1 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ เอกสารที่ท่านต้องนำไปให้อู่เพื่อให้อู่เบิกเงินกับบริษัทฯ โดยตรงได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

2.2 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารมาตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่ที่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ

- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

- สมุดบัญชีเงินฝาก หรือสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ที่ระบุชื่อเจ้าของบัญชีเป็นชื่อเดียวกันกับผู้เอาประกันภัยและเลขบัญชีธนาคาร

3. เมื่อต้องการนำรถจัดซ่อมที่ศูนย์บริการ (ซ่อมห้าง)

3.1 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านนำใบรับรองความเสียหายมอบให้กับศูนย์บริการ/ห้าง เพื่อให้ศูนย์บริการ/ห้าง ตั้งเบิกแทนท่าน

3.2 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารมาตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่ที่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ


กรณีไม่มีใบรับรองความเสียหาย (ยังมิได้ตรวจสอบความเสียหายโดยพนักงาน)

1. เมื่อต้องการนำรถเข้าจัดซ่อมที่อู่คู่สัญญา i-Sure ท่านสามารถนำรถไปติดต่อเคลมรถได้โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้

1.1 นำรถไปติดต่อเคลมที่บริษัทฯ พร้อมใบอนุญาตขับขี่เพื่อให้พนักงานบริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหาย และออกใบรับรองความเสียหายให้ หลังจากนั้นให้นำรถเข้าซ่อมที่อู่คู่สัญญา i-Sure เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการติดต่ออู่ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนาทะเบียนรถ (อาจจำเป็นในการจัดอะไหล่ให้ตรงกับรุ่นรถ)

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

1.2 นำรถไปติดต่อเปิดเคลม และจัดซ่อมที่อู่โดยต้องได้รับการอนุมัติราคาประเมินการซ่อมที่อู่แจ้งก่อนการจัดซ่อมจากบริษัทฯ ก่อน

- เลขเคลม (ขอได้จากการโทรแจ้งอุบัติเหตุ)

- ใบอนุญาตขับขี่

- ใบยอมรับผิดจากบริษัทประกันคู่กรณี (ถ้ามี)

- สำเนาบันทึกประจำวัน (ถ้ามี)

2. เมื่อต้องการนำรถจัดซ่อมเอง (จัดซ่อมกับอู่ที่ไม่ใช่อู่คู่สัญญา i-Sure) ให้นำรถไปติดต่อเคลมที่บริษัทฯ พร้อมใบอนุญาตขับขี่ เพื่อให้พนักงานบริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหาย และออกใบรับรองความเสียหายและประเมินราคาค่าซ่อม

2.1 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ เอกสารที่ท่านต้องนำไปให้อู่เพื่อให้อู่เบิกเงินกับบริษัทฯ โดยตรงได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (สำหรับรถคู่กรณี เพื่อตรวจสอบการประกันภัย)

2.2 หากอู่ซ่อมนั้นเป็นอู่ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารมาตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ

3. เมื่อต้องการนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการ/ห้าง ให้ท่านนำรถไปติดต่อเคลมที่บริษัทฯ พร้อมใบอนุญาตขับขี่ เพื่อให้พนักงานบริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหาย และออกใบรับรองความเสียหาย

3.1 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านนำใบรับรองความเสียหายมอบให้กับศูนย์บริการ/ห้าง เพื่อให้ศูนย์บริการ/ห้าง ตั้งเบิกแทนท่าน

3.2 หากเป็นศูนย์บริการ/ห้าง ที่ไม่รับวางบิลกับบริษัทฯ ให้ท่านสำรองจ่ายค่าซ่อมนั้นไปก่อน แล้วนำเอกสารตั้งเบิกกับบริษัทฯ ภายหลัง เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการตั้งเบิกกับบริษัทฯ ได้แก่

- ใบรับรองความเสียหาย

- ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และมีชื่อที่อยู่ของอู่จัดซ่อม

- นำรถมาตรวจสอบหลังจากซ่อมเสร็จ หรือภาพถ่ายรถขณะซ่อมและซ่อมแล้วเสร็จ



Excess / Deductible หรือ “ค่าเสียหายส่วนแรก” คือ ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยตกลงรับภาระเอง โดยจะระบุไว้เป็นข้อตกลงในกรมธรรม์ ดังนั้น “ค่าเสียหายส่วนแรก” จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุความเสียหายขึ้นกับรถที่ทำประกันภัยรถยนต์เอาไว้ และผู้ขับขี่รถที่ทำประกันภัย เป็นฝ่ายต้องรับผิดในเหตุการณ์นั้นๆ จะแบ่งออกเป็น Excess และ Deductible ดังนี้


Excess (ค่าเสียหายส่วนแรกตามการเลือกรับ)

ค่าเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในกรมธรรม์โดยความสมัครใจของผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ถือเป็นความยินยอมที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจากความประมาทของผู้ใช้รถหรือผู้ถือกรมธรรม์ร่วมกับบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ผู้เอาประกันภัยรถยนต์จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยได้ถูกลง โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่สามารถเลือกได้ว่าจะเลือกรับความเสียหายส่วนแรกครั้งละเท่าไร

ค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นในกรณีทำผิดสัญญาของผู้เอาประกันภัย กล่าวคือละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ การเกิดเหตุขึ้นโดยไม่มีคู่กรณี กรณีมีการเคลมประกันรถยนต์ที่เข้าเงื่อนไขความรับผิด (ผู้เอาประกันภัยรถยนต์เป็นฝ่ายผิด) แต่หากผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ทำประกันรถยนต์แบบไม่เลือกรับความเสียหายส่วนแรกนี้ เวลาที่เกิดเหตุก็จะไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้


Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบตามเงื่อนไข)

เป็นค่าเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้สำหรับทุกกรมธรรม์ และเป็นข้อบังคับที่กำหนดไว้ว่า เป็นส่วนของค่าเสียหายที่ผู้ใช้รถหรือผู้ถือกรรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ประสบเหตุ ต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทประกันภัยเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ หากมีการขอทำเคลมตามเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 โดยขอเคลมตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ดังนี้

1. เคลมกรณีรถถูกขีดข่วน หรือหินตกกระเด็นใส่โดยที่เราไม่สามารถหาคู่กรณีได้

2. เคลมจากความเสียหายที่เกิดจากการขับที่ประมาท เช่น ขับรถไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ำ หรือขับรถตกหลุม แล้วตัวรถครูดกับพื้นถนน เป็นต้น

3. เคลมที่ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุที่ทำให้รถเกิดความเสียหายไม่ได้

4. เคลมจากการชนแต่เราไม่สามารถแจ้งข้อมูลคู่กรณีได้ การคิดค่าส่วนแรกตามเงื่อนไขนี้ จะคิดตามเหตุการณ์ หากในการเกิดเหตุครั้งหนึ่ง มีความเสียหายต่อรถยนต์มากกว่า 1 ชิ้น ค่าเสียหายส่วนแรกที่ต้องจ่าย คือ 1,000 บาท เท่านั้น



ดาวน์โหลดเอกสาร


ใบรับเงินค่าสินไหมทดแทน

สัญญาประนีประนอมยอมความ