COMPANY HISTORY

ประวัติบริษัท



บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน)


ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2496 ในนาม บริษัท ร.ส.พ. ประกันภัย จำกัด สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 301 ถนนเจริญกรุง อำเภอป้อมปราบ จังหวัดพระนคร กรุงเทพฯ โดยการนำของ พลจัตวาประมาณ อดิเรกสาร ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะจดทะเบียน ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคมและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (องค์การ ร.ส.พ.) ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท ด้วยธุรกิจที่ให้บริการด้านประกันภัยรถยนต์


รายงานกรรมการบริหารชุดแรกของบริษัทฯ มีรายนามดังนี้

1. พลตรีประมาณ อดิเรกสาร

ประธานกรรมการ

2. นาวาโทหลวงวารี รณชิต

กรรมการผู้อำนวยการ

3. นายเกียรติ ศรีเฟื่องฟุ้ง

กรรมการ

4. นายสะอาด บูรณากาญจน์

กรรมการ

5. พันเอกวงศ์ วงศ์สมบุญ

กรรมการ

6. นายแดง เรืองวิเศษ

กรรมการ

7. นายมนูญ บริสุทธิ์

กรรมการและเลขานุการ


รายนามผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทฯ

1. พลตรีประมาณ อดิเรกสาร

2. นาวาโทหลวงวารี รณชิต

3. พันเอกวงศ์ วงศ์สมบุญ

4. หลวงสกล ถ่องวิจารณ์

5. นายเกียรติ ศรีเฟื่องฟุ้ง

6. นายบุญทรง ศรีเฟื่องฟุ้ง

7. นายอุเทนนิส เตชะไพบูลย์

8. นายสะอาด บูรณากาญจน์

9. นายเดช บุญ-หลง




ปี พ.ศ. 2497

รัฐบาล (สมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม) ได้ประกาศรับ บริษัท ร.ส.พ. ประกันภัย จำกัด ไว้ในความอุปการะของรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริษัทประกันภัย เพียงแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศที่ได้รับเกียรตินี้


ปี พ.ศ. 2514

บริษัทฯ ได้เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของประเทศ ด้วยการขยายธุรกิจไปสู่การประกันวินาศภัยแบบครบวงจร ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการประกันวินาศภัย และด้วยความพร้อมเพื่อก้าวสู่การให้บริการที่เป็นมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล


ปี พ.ศ. 2538

ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของคณะผู้บริหารของบริษัทฯ ในการขยายฐานทางธุรกิจให้ก้าวหน้าและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2538 บริษัทฯ ได้ตกลงร่วมทุนกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นธนาคารไทยที่มีชื่อเสียงด้านความมั่นคงเป็นอันดับต้นของประเทศ โดย บมจ.ธนาคารกรุงไทย ถือหุ้นเป็นร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และได้เปลี่ยนชื่อ เป็น บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด


ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน

บริษัทฯ ได้มีนโยบายการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาตรฐานการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ จึงได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัล บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น ของสำนักคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในทุกๆ ปี จึงนับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์หนึ่งถึงการรักษาคุณภาพมาตรฐานในการทำงานด้วยดีเสมอมา


ปี พ.ศ. 2550

นับเป็นความก้าวหน้าในการบริหารงานของบริษัทฯ ที่พร้อมจะขยายธุรกิจให้ก้าวหน้า เพื่อสามารถรองรับความต้องการของตลาดประกันภัยที่เพิ่มมากขึ้น บริษัทฯ จึงได้เพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นจำนวน 110 ล้านบาท โดยมี บมจ.ธนาคารกรุงไทย ถือหุ้นเพิ่มเป็นร้อยละ 45 จนถึงปัจจุบัน


ปี พ.ศ. 2552

เมื่อธุรกิจของบริษัทฯ ได้เติบโตและก้าวหน้าขึ้น บริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างอาคารเคพีไอทาวเวอร์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจประกันภัยที่กำลังเจริญเติบโต ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ และประชาชนไทย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาคารเคพีไอทาวเวอร์ก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 มีพื้นที่ใช้สอยทั้งสิ้นประมาณ 24,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่เลขที่ 1122 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร


ปี พ.ศ. 2555

บริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 56 วรรค 2 ที่กำหนดให้บริษัทประกันวินาศภัยที่เป็นบริษัทจำกัด ให้ดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทฯ ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 59 ที่มีมติพิเศษให้ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้จดทะเบียนในชื่อ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน)


ปัจจุบัน

ด้วยประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจของ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) เราจึงพร้อมสร้างสรรค์บริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลายและครอบคลุม อีกทั้งยังยึดมั่นการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ถือประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ และพร้อมที่จะพัฒนาธุรกิจให้มีความมั่นคง ก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะเราเชื่อว่าธุรกิจประกันวินาศภัยนั้นจะช่วยบรรเทาความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคมไทย อันจะส่งผลให้ประเทศไทยมีอนาคตที่แข็งแกร่งต่อไป